Feeds:
Posts
Comments

Archive for March, 2011

นึกย้อนหลังไปเมื่อหลายเดือนก่อน เมื่อพี่คนหนึ่งที่ทำงานบอกว่าต้องรีบกลับไปรับลูกที่โรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนจะปิดชั่วคราวเพราะว่ามีเด็กเป็นโรคมือเท้าปาก

“โรคอะไรครับพี่ มือเท้าปาก แล้วมัน มือเท้าปากอะไรล่ะครับ ผมไม่เข้าใจ?” ผมถามแกตรงๆ ซึ่งแกก็บอกว่ามันชื่อโรคมือเท้าปาก แค่นั้นจริงๆ ผมยังแอบแซวเล่นเลยว่า “มันโรคอะไรวะ แล้วมือเท้าปากแล้วมันยังไงต่อล่ะ ทำไมชื่อมันจบแค่นี้”

จนกระทั่งวันอังคารที่ผ่านมาตอนบ่ายๆ หลังทานข้าวกลางวันเสร็จก็รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ เมื่อยๆตามข้อ ผมเลยกินยาลดไข้ไป 2 เม็ด พอตอนกลางคืนยังมีไข้เหมือนเดิม ตอนเช้าวันพุธก็ยังรู้สึกเป็นไข้ ไม่สบาย เลยไม่ไปทำงาน ช่วงบ่ายของวันพุธเริ่มเจ็บคอเลยทานยาปฏิชีวนะเพราะคาดว่าคงเป็นหวัดเจ็บคอแน่ๆ ตอนบ่ายวันพุธไข้ลดลงแล้ว ผมมานอนพักผ่อนเล่นหน้าบ้าน ที่ฝ่ามือสองข้างเห็นมีผื่นๆสีแดงเล็กๆ มีตุ่มๆคล้ายเป็นผื่นจากภูมิแพ้ เลยไม่ได้ใส่ใจเพราะนึกว่ามันคงหายไปเอง แถมยัีงซนไปบีบมัีนเล่นอีก วันพุธกลางคืนเจ็บคอมากขึ้น กลืนน้ำยังเจ็บคอเลย เช้าวันพฤหัสบดีผมเลยลางานต่ออีก 1 วัน

ส่วนเรื่องอาการเจ็บคอ ลองส่องกระจกดูแถวๆลิ้นไก่ดูว่ามันแดงๆหรือเปล่า เห็นเป็นจุดขาวๆเล็กๆสักสองจุดใกล้ๆ ตอนแรกคิดว่ามันคงจะเป็นร้อนในหรือจะเป็นหนองหรืออย่างๆไร แต่หากมันเกิดเป็นต่อมทอนซิลอักเสบก็ยังกังวัลอยู่ …แล้วพอมองไปที่ฝ่ามือขวาและซ้ายก็พบว่ามันไม่ใช่ภูมิแพ้อย่างที่เราคิด มันเป็นผื่นสีแดงๆชมพูอ่อน ที่มีตุ่มเล็กๆแบบโดนของร้อนหรือมือพอง กระจายอยู่เต็มฝ่ามือ ไม่เจ็บและไม่คัน (ถ้าเป็นหิดจะคัน) ไม่รู้ว่านึกอย่างไรคิดถึงเจ้าโรคมือเท้าปากที่เคยนึกขำๆกับชื่อของมันอยู่ เลยไปเจอหาบน Internet พบว่ามันเป็นโรคที่เป็นกับเด็ก แต่อาการใช่เลย คือเป็นไข้ก่อน มีตุ่มตามมือและเท้า และในปาก รูปอาการของเด็กมันดูน่ากลัวมากๆ เพราะว่าเป็นแผลในปากด้วย และเด็กไม่ได้เป็นตุ่มแค่ฝ่ามือฝ่าเท้า แต่รอบๆมือด้วย แต่ผมไม่มีอาการอย่างนั้น นอกจากเจ็บคอและก็ตุ่มที่ฝ่ามือ และที่สำคัญมันเป็นโรคของเด็กอายุน้อยๆ เลยคิดว่าคงไม่ใช่ แต่ในใจก็ยังสงสัยอยู่

ตกกลางคืนวันพฤหัส ตุ่มแดงๆที่ฝ่ามือสีมันคล้ำขึ้นจนสังเกตได้ชัด แถมมีผื่นและตุ่มเริ่มขึ้นที่ฝ่าเท้า คราวนี้เลยเริ่มแน่ใจว่าตัวเราอาจเป็นโรคชื่อแปลกๆโรคนี้ กลับมาอ่านดูอีกทีพบว่ามันเป็นโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งไม่มียารักษา ต้องรอให้มันหายไปเองเมื่อภูมิต้านทานในร่างกายเราดีขึ้น

เช้าวันศุกร์เลยไปหาหมอโรคผิวหนังที่โรงพยาบาลแต่เช้า แบมือ และก็โชว์ฝ่าเท้าให้หมอดู บอกว่าเป็นไข้ก่อนด้วย แล้วถามว่าใช่หรือเปล่า หมอส่องดูในปากนิดหน่อย (ตอนนั้นยังเจ็บคออยู่) แล้วมองหน้า แกถามว่า “คุณทำอาชีพอะไร เพราะมันเป็นโรคมือเท้าปาก แต่ไม่ค่อยมีคนเป็นกัน โดยเฉพาะผู้ใหญ่” ผมเลยบอกว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเพิ่งไปเที่ยวมา หมอเลยเดาว่าผมคงไปทานอาหารที่มีเชื้อนี้ปะปน เพราะว่ามันแพร่เชื้อได้ทางน้ำลาย และอุจจาระเป็นต้น (เด็กอ่อนจะติดจากอุจจาระ) และที่สำคัญผู้ใหญ่ไม่ค่อยจะเป็นกัน ดังนั้นผมอาจจะได้รับสายพันธุ์ที่ไม่ธรรมดาก็ได้ เนื่องจากไวรัสที่มีอยู่ทั่วไปมันอาจกลายพันธุ์ไปเป็นอีกพันธุ์ที่ผู้ใหญ่ก็ติดได้ หมอเลยเขียนใบรับรองแพทย์ให้หยุดอีกหลายวันจนคิดว่ามันหมดระยะแพร่เชื้อ เพราะว่าถ้าผมเกิดได้รับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาจริงๆรับรองว่าเรื่องใหญ่แน่ๆ วันนี้เริ่มเดินแล้วรู้สึกจั๊กจี้หน่อยๆเนื่องจากเริ่มมีตุ่มขึ้นที่ฝ่าเท้า ส่วนที่ฝ่ามือซึ่งตุ่มมันเกิดก่อน เริ่มยุบลงแต่เริ่มมีสีคล้ำขึ้น ดูแล้วสยองมากขึ้น ลองนึกเอาเองว่าคนที่เค้าเห็นต้องสงสัยว่าเราเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอะไรหรือเปล่าหนอ

มันเป็นความกังวลจนต้องคอยซุกซ่อนมือที่เป็นตุ่มๆสีเลือดช้ำๆไม่ให้ใครเห็นเมื่อผมไปซื้อขนมร้านเบเกอรี่ แม้จะเป็นร้านที่เคยซื้อประจำ แต่มาคราวนี้ผมมากับมือที่ไม่เหมือนเดิม ผมยื่นเงินให้คนขายแบบคว่ำมือ…แบบว่า แบงค์ที่คีบยื่นให้เกือบจะตั้งฉากกับพื้น เวลารับเงินทอนมาก็รับแบบตะแคงๆมือหน่อยๆ กลัวเค้าจะเห็นฝ่ามือเรา ถึงจุดนี้แล้ว เข้าใจเลยว่า คนที่เป็นโรคร้ายแรงพวกโรคเอดส์นี่เค้าจะอยู่ในสังคมด้วยความกลัวยังไง เพราะบางคนเป็นแผลทั้งตัว คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่เค้าจะอยู่แบบไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง

ผ่านไปสี่วัน ถึงวันเสาร์ ตุ่มที่มือยุบไปมาก แต่ที่เท้าเพิ่งเริ่มจะยุบ พอเดินจะเจ็บ วันนี้นับว่าทรมานเหมือนกัน ต้องเดินแบบเขย่งๆทั้งวัน เหมือนตุ่มแบบเท้าพองนั่นแหละ แต่ลองจินตนาการดูว่าหากมีหลายๆอันบนเท้าคุณจะเดินอย่างไร (ถ้าคุณไม่ตะแคงตีนเดิน?)

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ก็เริ่มจะเดินได้เป็นปกติแล้ว บนมือไม่มีตุ่มแล้ว รอให้รอยแดงๆมันจางหายไป ลองคิดบวกดูนะว่าถ้าเราไม่โชคดีเป็นไอ้โรคชื่อประหลาดนี้ เราจะรู้ไหมว่าเด็กที่เป็นมันรู้สึกอย่างไร เพราะเด็กที่เป็นโรคก็เป็นเด็กเล็ก ลองคิดดูว่าเวอร์ชั่นเด็กมันจะมีตุ่มปวดแสบปวดร้อนในปาก… เด็กมันคงตรอมใจตาย แค่เราไม่อยากพบหน้าผู้คน ไม่ได้ออกไปไหน เดินแบบเขย่งๆ แถมกว่าร่องรอยแผลเป็นที่มือจะจางหายก็คงอีกสักสองสามอาทิตย์ แค่นี้ก็เซ็งสุดๆแล้ว

สรุปก็คือ…ให้มันชื่อโรคมือเท้าปาก อย่างเดิมต่อไปเถอะ แบบไม่ต้องมีอะไรคำขยายอะไรต่อน่ะดีแล้ว ให้ผู้ที่เป็นโรคนี้จินตนาการเอาเอง ว่า มือเท้าปากมัน เจ็บ  หรือน่ารำคาญ  หรือน่าอับอาย หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วแต่ว่าเจ้าของของมือ เท้า และปากนั้นๆจะรู้สึกอย่างไรกับชีวิต

Read Full Post »

หมายเหตุ “ข้อมูลที่นำเสนอในเรื่องต่อไปนี้ มิได้เขียนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและความเป็นจริง พฤติกรรมและแนวคิดของตัวละครทุกตัว เช่น วนิดา และทันตแพทย์ล้วนมาจากจินตนาการของผู้เขียน ซึ่งเป็นการเสริมเติมแต่งเพื่อความบันเทิง”

 

กระแสแห่งแฟชั่นของวัยรุ่นที่ชอบใส่เหล็กดัดฟันกันจนเกร่อมิได้ทำให้วนิดาอยากจะทำตามบ้าง ถึงแม้ว่าจะได้ลุกค์ใหม่แบบแบ๊วๆเก๋ไก๋ตามประสาของเด็กสมัยนี้ เธอมักจะยึดคติที่ว่า “คนเราสวยได้โดยไม่ต้องแคร์สื่อ” ทำให้เธอมั่นใจกับตัวเองอย่างสูงกับใบหน้าที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด มิได้มีการเสริมเติมแต่ง ติดตั้ง และต่อเติมด้วยสิ่งแปลกปลอมภายนอกใดๆ

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เค้าโครงของช่องปากก็มีอันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเหมือนกัน ฟันหน้าของมนุษย์ทุกคน ไม่ฟันบนก็ฟันล่าง ก็เริ่มที่จะยื่นออกมา มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่วิถีการขบเคี้ยวของแต่ละปัจเจกบุคล ทำให้บริเวณพื้นใช้สอยที่ใช้ขบเคี้ยวอาหารน้อยลง วนิดาเล็งเห็นความสำคัญของการจัดฟันให้เข้ารูปเข้ารอยเพื่อสุขภาพของปากและฟันที่ดี โดยมิได้ยึดเอาความสวยงามเป็นที่ตั้ง เธอเข้าใจดีว่านโยบายกระชับพื้นที่ (ศัพท์คำนี้เธอยืมมาจากศอฉ.) ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดจากการบีบรัดของเหล็กดัดฟัน นอกจากนี้ อาหารสุดโปรด เช่น ไข่ต้ม ตับ และ ขนมกุ่ยช่าย คงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ติดเหล็กดัดแบบเธออีกต่อไป เพราะว่าเศษเสี้ยวของอาหารเหล่านี้มันจะไปติดตามซอกของเหล็กดัดฟันด้วยสีสรรที่นับว่าแรงมากๆ

“หากหนูดัดฟันต้องใส่เหล็กดัดไปอีกนานเท่าไหร่เหรอค่ะคุณหมอ” วนิดาถามทันตแพทย์อย่างวิตกกังวล

“ก็คงใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปีอย่างน้อยล่ะครับ ถึงจะเห็นผล แต่ผมคงต้องค่อยๆบีบฟันของคุณที่ละน้อยๆจนมันเข้าที่นะครับ” คุณหมอตอบแบบไร้อารมณ์ แต่ในใจแกคงอยากจะเอาคีมอันใหญ่แบบช่างทำท่อประปาใช้ มาบีบให้ฟันของวนิดาให้เข้าที่ไปให้เร็วที่สุด

“งั้นก็ OK ค่ะ แล้วมีสีอะไรให้เลือกบ้างล่ะคะ เออ…หน้าตาอย่างหนูนี่ใส่สีอะไรดีคร้า…คุณหมอ”

“สีก็คงแล้วแต่แฟชั่นครับ แต่คนที่ใส่เหล็กนั้นส่วนใหญ่จะทานอาหารได้น้อยลงนะครับ รับรองว่าผอมลงอย่างถนัดตา แต่ก็มีบางคนก็เลือกจะทานอาหารเดิมๆที่ตัวเองชอบ เช่น พวกที่คลั่งไคล้ผักที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน พวก ฟักทอง แครอท หรือข้าวโพด ก็จะเลือกเหล็กดัดฟันสีเหลืองหรือสีส้ม พวกชอบกินอาหารแดงๆเป็นชีวิตจิตใจก็จะเลือกสีแดง เรียกว่าก่อนดัดกินกันยังไง หลังดัดก็กินแหลกเหมือนเดิมก็มีนะครับ เพราะว่าสีของเหล็กดัดฟันจะเข้ากับอาหารได้ดีที่เดียว คุณเลือกสีตามอาหารที่ชอบไหมล่ะครับ” หมอแนะนำไปตามระเบียบ

“ไม่ล่ะค่ะ อย่างนั้นหนูขอสีฟ้าแล้วกันนะค่ะ แบบว่าดูแล้วสุขุม เรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่หน่อยหนึ่งอะค่ะ ไม่ดูแบ๊วมาก แต่ก็ดูดีมีสไตล์นิดๆ” เธอตอบไปอย่างอารมณ์ดี ยิ้มด้วยมุมปากนิดๆไม่เห็นไรฟันตามที่เธอถนัด

“ก็ดีนะครับ ผมก็คิดว่าเหมาะกับใบหน้าของคุณมากเลย รูปหน้ายาวๆ จมูกงอนๆ ก็ต้องสีฟ้านั่นแหละครับ” หมอมือใหม่เชียร์อย่างออกหน้าออกตา

สองชั่วโมงผ่านไป วนิดาลงเอยด้วยการติดเหล็กดัดฟัน …สีฟ้า…ดูดีมีสไตล์อย่างที่คิดไว้

สองวันผ่านไป เธอฝึกยิ้มหวานในรูปแบบใหม่ๆ แบบโชว์เหล็กดัดหน่อยๆ ซึ่งลองทำดูจะพบว่ามันยิ้มได้หลายรูปแบบจริงๆ เพื่อนของเธอหลายคนแซวเธอว่าไปจัดฟันเพราะว่าอยากสวย แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธ เพราะถึงตอนแรกเธอทำไปเพื่อให้ได้มีสุขภาพปากและฟันที่ดีขึ้น แต่เมื่อได้ความสวยเป็นของแถม เธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับมัน

สองปีผ่านไป เธอมีความสุขกับโครงสร้างปากที่สวยได้รูป จนเมื่อถึงเวลาที่จะเอาเหล็กดัดฟันสีฟ้าแสนสวยออกเพื่อที่เธอจะได้มีฟันที่ปกติเสียที เธอก็ยังเสียดายเจ้าเหล็กดัดฟันเพื่อนยากอยู่นิดๆเพราะอยู่กันมานานตั้งสองปีกว่า …และที่สำคัญ…เธอเสียดายยิ้มหวานๆ แบ๊วๆ แบบมีเหล็กดัดฟัน ซึ่งตอนนี้เธอคงต้องปรับตัวและฝึกยิ้มแบบเดิมๆอีกสักสองสามวัน …ก่อนที่จะหวนกลับคืนสู่ยิ้มแบบเดิมๆของวนิดา

Read Full Post »

ในเวลาบ่ายแก่ๆ ณ บ้านไม้หลังเก่าที่ใช้เป็นโรงงานทอผ้าแห่งหนึ่งริมทะเลสาบอินเลในรัฐฉาน หญิงชราคนหนึ่งกำลังวุ่นอยู่กับการร้อยเรียงเส้นใยบัวเพื่อนำมาทำเป็นหลอดด้าย ก่อนหน้านี้ ก้านบัวแต่ละก้านจะถูกนำมาหักแล้วดึงเอาใยบัวบางๆออก…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…ทีละเส้นใย ทีละเส้นๆ และกว่าจะนำมาเรียงร้อยผสมกันเป็นเส้นด้ายเส้นยาวก็กินเวลาหลายชั่วโมง หญิงชราที่พวกเราเรียกกันสั้นๆว่า ยายบัว มีหน้าที่คอยนั่งหลังขดหลังแข็งนำเส้นด้ายดิบที่ผ่านการย้อมสีมานั้น มาปั่นรวมกันเป็นหลอด ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้พอกินอยู่ประทังชีวิต

ด้วยเรี่ยวแรงที่อ่อนระโหยไปตามวัย จะไปทำงานอย่างอื่นที่ใช้สายตาหรือแรงงานอย่างสาวๆก็คงไม่ได้อีกแล้ว แกเลยมานั่งปั่นใยบัวเลี้ยงตัวเอง เสียงปั่นด้ายที่ดังจากเครื่องที่ตั้งอยู่บนไม้กระดาน โยกเยกโยกเยกไปมาตามแรงหมุนวงล้อปั่นด้าย ยายบัวปั่นด้ายสีแดงและสีน้ำเงินใสสด กระเป๋า ผ้าพันคอ หรือเสื้อตัวสวย ล้วนมาจากด้ายที่ผ่านมือยายบัวมาแล้วทั้งนั้น ปีนี้เธออายุได้ 64 ปี ตามรูปลักษณ์ภายนอกอาจจะดูประมาณ 70 กว่าปีซึ่งแก่กว่าอายุจริง อาจจะเป็นเพราะแกตรากตรำทำงานหนัก เลยทำให้สังขารร่วงโรยไปไวกว่าปกติ

ทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงประมาณห้าโมงเย็น แกนั่งหลังขดหลังแข็งทำไปเหมือนถูกกลืนด้วยกาลเวลา ลูกหลานแกคงจะมีแต่ก็คงพึ่งพาใครไม่ได้ เพราะต่างคนก็มีรายได้ไม่มาก สุดท้ายยายบัวก็ต้องมาทำงานเลี้ยงตนเอง

นายจ้างของยายได้นำกระเป๋า เสื้อ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ยายบัวและเพื่อนๆนั่งทำมากับมือ นำมาขายได้เงินหลายพันบาทต่อชิ้น เพราะถือว่าเป็นงานฝีมือ ทำขึ้นมายากและลำบากแบบหฤโหด (ใครกันแน่ที่ลำบาก?)…แต่จำนวนเงินที่เขาขายได้นั้นก็มิได้เกี่ยวอะไรกับค่าแรงของยายบัว มิได้ทำให้ยายบัว กลับกลายเป็น คุณนายบัว ยายบัวก็คงยังเป็นยายบัวคนเดิม ยิ้มแห้งๆ เจื่อนๆ นั่งปั่นด้ายบนพื้นไม้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

หากผ่านไปที่ใดแล้วบังเอิญเห็นผ้าพันคอผืนสวยอย่างที่แม่หญิงคนนี้ใส่อยู่ล่ะก็…อย่าลืมนึกถึงคุณยายบัวและพวกยายๆป้าๆทั้งหลาย เพราะว่ามันถูกสรรสร้างมาจากเรี่ยวแรงและหยาดเหงื่อของหญิงชราอีกหลายๆคน ที่นั่งยิ้มเจื่อนๆไป ปั่นด้ายไป เรื่อยๆ เอื่อยๆ ตามประสาของคนแก่ กลางบ้านไม้เก่าๆ ริมทะเลสาบอินเลอันกว้างใหญ่

Read Full Post »